28/6/51

เสรีภาพกับวิทยาศาสตร์

การทำความเข้าใจโลกเอกภพโดยรอบตัวเราเองนั้น จัดได้ว่าเป็นเป้าหมายของวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เป็นเหตุให้การคงอยู่ของสถาบันการศึกษาทั้งหลายเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ความอิสระเสรีภาพ และความสมบูรณ์ในทรัพยากรของสังคม เราจำเป็นต้องรู้ถึงการดำรงหล่อเลี้ยงความมีอิสระนี้ ว่าคงต่อไปได้อย่างไร ความก้าวหน้าของมนุษย์ชาติในทุกด้านได้ผู้ติดกับเสรีภาพ ความก้าวหน้าทางปัญญาจะถูกกระทำให้หวั่นไหวเมื่อเสรีภาพในการกระทำและแสดงออกถูกจำกัดลง เมื่อไรที่มีข้อเสนอแนะที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือที่ยึดถือกันมาเป็นเวลานาน การตอบสนองของคนจำนวนมากทำให้การแลกเปลี่ยนความคิดอย่างอิสระจำกัดลงในทางที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้วอย่างจำกัดด้วย ดังนั้นการขาดเสรีภาพและการกลัวการเปลี่ยนแปลงจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

การยืนกรานตามข้อกล่าวอ้างที่มีมาก่อนนั้น มีรากฐานมาจากความเชื่อในเรื่องลึกลับ ไม่ใช่มาจากความรู้ตัวในการเสนอความจริง ความลึกลับทำให้เสรีภาพหวั่นไหวมากกว่าการพูดโกหก ซึ่งศรัตรูที่สำคัญของความจริงไม่ใช่เกิดจากการปิดปัง จงใจ เจตนา การไตรตรอง เล่ห์กล และความไม่ซื่อสัตย์ แต่เป็นสิ่งลึกลับ ความไม่รู้ยังคงอยู่สอดแทรกอยู่ทุกหัวระแหงในปัจจุบัน และในทุกที่ที่ยังมีอิทธิพลต่อความคิดของคนทั่วโลก

เสรีภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฏหมาย แต่ต้องการให้สาธารณะชนเข้าใจและซาบซึ้งกับความคิดอย่างมีเหตุผล เหตุผลจึงเป็นจิตวิญญาณของวิทยาศาสตร์ ทันทีที่มีการใช้ระบบเผด็จการหรือคณาธิปไตยที่สอดแทรกไปทั่วชุมชนไม่เพียงแต่วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่กระทบ ดังเช่นถ้าสังคมเราละทิ้งซึ่งความมีเหตุผล สังคมใดได้รับหรือสนับสนุนเรื่องที่ไม่มีเหตุผลได้ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเรื่องที่ไม่มีเหตุผลอื่นๆ ได้อีก การเจริญก้าวหน้าทางด้านปัญญา ศิลป และวิทยาศาสตร์คงต้องหยุดลง นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์นิวเคลียร์ชาวรัสเซีย ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน Andrei Sakharov (1921-1989) เขาเคยได้เขียนไว้ครั้งหนึ่งว่า “เสรีภาพทางปัญญาเป็นแก่นหลักของสังคมมนุษย์ เสรีภาพในการคิดเป็นเพียงการประกันได้ว่าไม่ได้ลุ่มหลงมัวเมากับการเชื่อในสิ่งลึกลับ สิ่งซึ่งผู้มีอำนาจและเผด็จการอาจนำไปใช้เป็นเครื่องมือนำมาซึ่งความรุนแรงและการนองเลือด”

ไฟใต้โลก

ไฟใต้โลกเป็นเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับพลวัตของโครงสร้างภายในโลก โดยความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อมูลน้อยมากเมื่อเทียบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ แต่จะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของมนุษย์มากทีเดียว
พลวัตของโครงสร้างภายในโลกมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกโดยเฉพาะการระเบิดของภูเขาไฟและการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งหากว่าได้มีการศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์คาดว่า จะทำให้สามารถทำนายลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกได้อย่างแม่นยำใกล้เคียงขึ้น
ประเด็นการเริ่มต้นเกี่ยวกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ เกิดจากการพบซากฟอสซิลโดยบังเอิญของนักธรณีวิทยา ชื่อ ไมค์ วัวรีส (Mike Voorhies) สิ่งที่น่าในใจเกี่ยวกับซากฟอสซิลที่พบนี้ พบว่าสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ตายทันทีทั้งหมด พวกมันทุกข์ทรมานกับบางอย่างที่เรียกว่า "ไฮเพอร์โทรฟิก พัลโมนารี ออสทีโอดิสโทรฟี" ซึ่งเป็นอาการที่สูดเอาเถ้าที่ระคายเคืองไปมากๆ เถ้าที่ว่านี้เป็นเถ้าที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปัญหาใหญ่แน่นอนหากจะเกิดการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ ซึ่งจากการคำนวณการปะทุจะเกิดขึ้นทุกๆ 600,000 ปี
สิ่งที่ค้นพบดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มตื่นตัวในมหันตภัยดังกล่าวจึงเริ่มที่จะหันมาสร้างความเข้าใจภายในของโลกมากขึ้น โดยมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างภายในโลกและพบความรู้ใหม่ๆ เช่น อาร์.ดี. โอลด์แฮม (R.D. Oldham) พบว่าโลกมีแกนกลาง แอนเดรีย โมโฮโรวิซิก (Andria Mohorovicic) ค้นพบพรมแดนระหว่างแผ่นเปลือกโลกกับชั้นที่อยู่ต่ำลงไป ที่เรียกว่า แมนเทิล ปี 1936 อินจ์ เลห์มานน์ (Inge Lehmann) ค้นพบว่าแกนโลกมีสองชั้น
ในปี 1960 นักวิทยาศาสตร์เริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างภายในโลกมากขึ้น เพราะก่อนหน้าที่เราได้รับรู้ถึงอันตรายที่มากับภัยแผ่นดินไหวเป็นอย่างดี เช่น ที่เกิดขึ้นในชิลี ฮาวาย โปรตุเกส ซานฟรานซิสโก และโตเกียว เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจขุดเจาะพื้นมหาสมุทรเพื่อตรวจสอบชั้นแมนเทิลของโลก ซึ่งหากศึกษาเข้าใจธรรมชาติของหินภายในโลกได้ก็จะเริ่มเข้าใจว่ามันมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร แล้วก็อาจเป็นไปได้ที่จะทำนายแผ่นดินไหวและเหตุการณ์อื่นๆ ได้ แต่โครงการนี้ก็ล้มเหลว อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์พยายามต่อจนได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จนได้ข้อมูลเกินความคาดคิด
นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องกันทั่วไปว่าโลกข้างใต้เรานั้นประกอบด้วย 4 ชั้น คือ ชั้นแผ่นเปลือกโลกที่เป็นหินแข็งชั้นนอก ชั้นแมนเทิลที่เป็นหินเหลวร้อน แกนกลางชั้นนอกที่เป็นของเหลว และแกนกลางชั้นในที่เป็นของแข็ง แต่ก็มีข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เช่น แต่ละชั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร โลกก่อกำเนิดเปลือกโลกมาได้อย่างไรและเมื่อใด กลุ่มหนึ่งคิดว่ามันเกิดขึ้นฉับพลันทันที ตั้งแต่ยุคต้นๆ ของประวัติศาสตร์โลก บางกลุ่มคิดว่ามันค่อยๆ เกิดขึ้นภายหลัง นอกจากนี้ เคาน์ ฟอน รัมฟอร์ด (Count Von Rumford) ค้นพบว่า แผ่นเปลือกโลกของโลกไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวเท่านั้น แต่ยังเคลื่อนที่ขึ้นลงตามหินร้อนเลื่อนไหลขึ้นและตกจมลงในกระบวนการที่เรียกว่า กระแสการพาความร้อน ทำให้มีการศึกษาและพบข้อมูลเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น แมนเทิลมีองค์ประกอบหลักเป็นหินชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เพริโดไทต์ มีปริมาตรถึง 82% และมีน้ำหนัก 65% ของโลก แกนโลกชั้นในกักเก็บความร้อนได้ดีประมาณว่าร้อนพอๆ กับพื้นผิวดวงอาทิตย์ (4,000-7,000 องศาเซลเซียส) แกนกลางชั้นนอกเป็นที่อยู่ของแม่เหล็กโลกและยังรู้อีกว่ามันสามารถกลับขั้วได้ทุกๆ 500,000 ปี การที่โลกมีสนามแม่เหล็กทำให้โลกปลอดภัยจากรังสีคอสมิก โดยมันจะสะท้อนกลับไปในอวกาศทำปฏิกิริยากับอนุภาคในชั้นบรรยากาศจนเกิดเป็นม่านแสงที่เรียกว่า แสงออโรรา
ปัญหาใหญ่เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องราวภายในโลกก็คือไม่ได้มีการพยายามผสานความรู้ว่าด้วยด้านบนของโลกกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในโลก ทั้งที่มีการแจ้งเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การระเบิดของภูเขาไฟ และการเกิดแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง อันตรายดังกล่าวไม่ได้มาจากแดนไกลแต่เกิดขึ้นใกล้ตัว มันอยู่ใต้พื้นดินที่เราอาศัยอยู่นี่เอง "ไฟใต้โลก"
ที่มี : โตรม ศุขปรีชาและวิลาวัณย์ ฤดีศานต์ ผู้แปล. ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่งจากจักรวาลถึงเซลล์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร ฯ : วงกลม, 2551.
ช่วงอายุน้ำแข็ง ( ice age )
ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นจัด โดยเฉพาะทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ต้องประสบกับช่วงเวลาที่เรียกว่า “ช่วงอายุน้ำแข็งน้อย” ( Littleice Age ) อยู่นานถึง 200 ปี ธารน้ำแข็งทำให้ลักษณะภูมิประเทศของยุโรป เต็มไปด้วยสิ่งผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้ในขณะนั้น เช่นพบกระดูกกวางเรนเดียร์จากทวีปอาร์กติกทางตอนใต้ของฝรั่งเศส หินแกรนิตกลมมนใหญ่ไปอยู่บนที่สูง 3,000 ฟุต ด้านข้างของภูเขาหินปูนของทือกเขาจูรา สวิตเซอร์แลนด์มีหุบเขาลายสลัก ที่ริ้วลายถูกขัดสีจนเรียบ แนวชายฝั่งมีหินถูกทิ้งไว้มากมาย ร่องรอยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเคยมีพืดน้ำแข็งเคลื่อนผ่าน ชาวนาในท้องถิ่นบอกกับ ฌอง เดอ ชาร์ปองทิเอ นักธรรมชาติวิทยา ว่า ก้อนหินกลมมนใหญ่ที่อยู่ข้างทางมาจากกริมเซล ซึ่งเป็นบริเวณที่มีหินแกรนิต โดยธารน้ำแข็งกริมเซลพัดพาพวกมันมาอยู่สองฟากของหุบเขา เขาเล่าว่าสมัยก่อนธารน้ำแข็งนี้แผ่ขยายยาวไปไกลถึงกรุงเบอร์น
เมื่อชาร์ปองทิเอเสนอความคิดนี้ในที่ประชุมวิทยาศาสตร์ ที่ประชุมกลับไม่รับพิจารณา หลุยส์ อะกัสซิส เพื่อนของเขามีความสงสัยทฤษีนี้อยู่บ้าง ต่อมาก็เข้าใจ อะกัสซิสมีเพื่อนชื่อ คาร์ล ซิมเพอร์ เป็นนักพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นคนคิดคำว่า ช่วงอายุน้ำแข็ง ขึ้นใช้ในปี 1837 เขาเสนอความคิดว่าครั้งหนึ่งน้ำแข็งเคยแผ่ขยายปกคลุมไปทั่ว ครอบคลุมดินแดนมากมายทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ อะกัสซิสนำความคิดของเขาไปเผยแพร่ทำให้อะกัสซิสมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่ออะกัสซิสประกาศทฤษฎีของเขาในอังกฤษ กลับถูกคัดค้าน ในปี 1846 เขาเดินทางไปบรรยายที่อเมริกา ได้รับการยกย่อง ทำให้เขาตัดสินใจตั้งรกรากในนิวอิงแลนด์ ที่ซึ่งมีฤดูหนาวอันยาวนาน ทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจต่อแนวคิดเรื่องยุคสมัยของความหนาวเย็นที่ยาวนาน หลังจากนั้นอีก 6 ปี คณะสำรวจทางวิทยาศาสตร์กลุ่มแรกที่ไปกรีนแลนด์รายงานว่า เกือบทั้งหมดของเกาะกรีนแลนด์ปกคลุมด้วยพืดน้ำแข็ง ซึ่งช่วยสนับสนุนทฤษฎีของเขาเป็นอย่างดี
ทศวรรษ 1860 เจมส์ โครลล์ ชาวอังกฤษ ได้เสนอว่า การแปรผันของการโคจรของโลกอาจเป็นสาเหตุให้โลกเข้าสู่ช่วงอายุน้ำแข็ง รูปแบบการโคจรของโลกมีการเปลี่ยนหมุนเวียนจากวงโคจรแบบกลมรี มาเป็นแบบเกือบเป็นวงกลม และเปลี่ยนมาเป็นกลมรีอีก อาจอธิบายการเกิดและการล่าถอยของช่วงอายุน้ำแข็งได้
ทศวรรษ 1990 มิลูทิน มิลันโควิตซ์ นักวิชาการชาวเซอร์เบีย ขยายทฤษฎีของโครลล์ ว่า ขณะโลกเคลื่อนที่ไปในอวกาศ นอกจากเรื่องความแปรผันของความยาวและรูปร่างของวงโคจรแล้ว การทำมุมกับดวงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจังหวะ เอียงขึ้น ตะแคงลง และแกว่ง ซึ่งมีผลต่อความสั้นยาวและความเข้มของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นโลก มิลันโควิตซ์ใช้เวลา 20 ปี ในการคำนวณตาราง
วัฏจักร และเขาเข้าใจถูกต้องว่า ช่วงอายุน้ำแข็งกับการแกว่งของโลกมีความสัมพันธ์กัน
วลาดิมีร์ คอปเพน นักอุตุนิยมวิทยาชาวรัสเซีย-เยอรมัน คิดว่าสาเหตุของช่วงอายุน้ำแข็งจะพบได้ในฤดูร้อนที่หนาวเย็น ไม่ใช่ฤดูหนาว ถ้าอากาศฤดูร้อนเย็นเกินไปจนหิมะที่ตกในบริเวณนั้นไม่ละลาย แสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาก็จะสะท้อนกลับไปมากขึ้น ทำให้อากาศเย็นรุนแรงขึ้นและทำให้หิมะตกมากขึ้น จนเป็นพืดน้ำแข็ง ผืนดินก็จะยิ่งหนาวเย็นเร่งให้น้ำแข็งสะสมมากขึ้นอีก
ช่วงเวลาที่อากาศดี เป็นเพียงวัฏจักรของความอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงอายุน้ำแข็ง เรียกกันว่า ช่วงคั่นช่วงอายุย่อยธารน้ำแข็ง พัฒนาการด้านการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ การสร้างเมือง การเกิดขึ้นของวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเขียน รวมถึงเรื่องอื่นๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อากาศดี ช่วงคั่นช่วงอายุย่อยธารน้ำแข็งครั้งก่อนหน้านี้ยาวเพียง 8,000 ปีเท่านั้น ช่วงคั่นช่วงอายุย่อยธารน้ำแข็งในยุคปัจจุบันยาวกว่า 10,000 ปี แล้ว นั่นหมายความว่าเรายังอยู่ในช่วงอายุน้ำแข็ง ทุกวันนี้พื้นโลก 10 % ยังคงอยู่ใต้น้ำแข็ง อีก 14 % อยู่ในสภาพหนาวเย็นตลอดกาล น้ำจืดในโลกยุคปัจจุบันอยู่ในรูปของน้ำแข็ง มีพืดน้ำแข็งปกคลุมทั่วทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้
ช่วงอายุน้ำแข็งที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน หรือควรเรียกว่าสมัยน้ำแข็ง(ice epoch) เริ่มต้นเมื่อราว 40 ล้านปีก่อน ย้อนหลังเลยจาก 50 ล้านปีก่อนไป โลกไม่ได้เกิดช่วงอายุน้ำแข็งเป็นประจำ ความหนาวเย็นยะเยือกครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อราว 2.2 พันล้านปีก่อน ตามมาด้วยอากาศอบอุ่นราว 1 พันล้านปี หลังจากนั้นเกิดช่วงอายุน้ำแข็งอีกครั้งซึ่งใหญ่กว่าครั้งแรก บางคนเรียกยุคนั้นว่ายุคไครโอจีเนียน
(ไครโอเจนเป็นสารทำความเย็น) แต่รู้จักกันดีในชื่อโลกบอลหิมะ(Snowball Earth) บอลหิมะ เกิดจากปริมาณรังสีที่แผ่จากดวงอาทิตย์มาสู่โลกลดลง 6 % การผลิตหรือการคงไว้ของก๊าซเรือนกระจกลดลงลดลง ทำให้โลกไม่สามารถเก็บรักษาความร้อนเอาไว้ได้ โลกทั้งโลกจึงเป็นเหมือน
ทวีปแอนตาร์กติกา พื้นโลกทั้งหมดเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง
จุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำแข็งครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย ประมาณ 12,000 ปีมาแล้ว โลกเริ่มอุ่นขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่แล้วอุณหภูมิกลับลดต่ำลงอย่างกะทันหันกลับสู่ความเยือนยะเยือกอยู่ราว 1,000 ปี หลังจากนั้นค่าอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นอีกครั้ง ในอดีต ทวีปแอนตาร์กติกาที่ขั้วโลกใต้
เคยเป็นทวีปที่ปราศจากน้ำแข็ง และปกคลุมด้วยพืชพันธุ์ต่างๆ
ในอนาคตเราอาจเป็นผู้ทำให้น้ำแข็งจำนวนมากละลาย หากพืดน้ำแข็งทั้งหมดละลาย ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นราว 200 ฟุต เมืองที่อยู่แถบชายฝั่งทุกเมืองจะถูกน้ำท่วม สิ่งที่จะเป็นไปได้คือจะเกิดการพังทลายของพืดน้ำแข็งเวสต์แอนตาร์ติก ในช่วง 50 ปีผ่านมา แหล่งน้ำรอบๆพืดน้ำแข็งแห่งนี้ มีอุณหภูมิสูงขึ้น 2.5 องศาเซลเซียส และเกิดการพังทลายเพิ่มขึ้นมากและเป็นไปได้ว่าจะเกิดการพังทลายครั้งใหญ่ ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยจะสูงขึ้นเฉลี่ย 15-20 ฟุต สิ่งที่น่าตกใจคือเราไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปในทางใดมากกว่ากัน ระหว่างความหนาวยะเยือกหรือความร้อนที่เลวร้าย อย่างใดจะนำหายนะมาให้ แต่สิ่งที่เรารู้คือเราอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม

ชีวิตดำเนินต่อไป


โดยปกติแล้วสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดเมื่อตายไป โอกาสที่จะเป็นซากดึกดำบรรพ์มีไม่ถึง0.1% การจะกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้จะต้องตายให้ถูกที่ ซึ่งสัตว์บกมักจะเสียชีวิตในที่โล่ง จะถูกกินเป็นอาหารหรือไม่ก็เน่าเปื่อย จึงไม่ค่อยพบซากดึกดำบรรพ์ คาดกันว่ากระดูก 1 ในพันล้านชิ้นเท่านั้นทีจะกลายเป็นซากดึกกำบรรพ์ ซึ่งซากดึกดำบรรพ์ที่พบ 95% จะเป็นสัตว์ที่อาศัยทะเลน้ำตื้น ฟอร์ที ได้ค้นพบไทรโลไบต์ซึ่งเกิดขึ้นมาราว 540 ล้านปีแล้วอีก 30 ล้านปีหลังจากนั้นพวกมันก็หายไป ในศตวรรษที่19ไทรโลไบต์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เรารู้จักแต่แล้วจู่ก็มีการค้นพบโพรฟอลโลแทสพิสซึ่งเป็นสัตว์ที่มีแขนขา มีเหงือก มีระบบประสาทและมีสิ่งที่คล้ายสมอง จึงเป็นการหักล้างทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ถ้าวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างช้าๆแล้วจะอธิบายการปรากฎขึ้นของสิ่งมีชีวิตที่มีส่วนประกอบครบและซับซ้อนอย่างไร ชาร์ล ดูลิตเทิล วอลคอต์ เป็นคนแรกที่บัญญัติว่าไทรโลไบต์เป็นสัตว์ขาปล้อง นอกจากนี้เขายังพบหินดินดานที่มีซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์พวกกุ้งปูชนิดที่แปลกและเก่าแก่มากเรียกหินดินดานเบอร์เกสส์

ย้อนหลังไปจากยุคแคมเบรียนอีก 500 ล้านปี หินดินดานเบอร์เกสส์อยู่ที่ตีนเขาซึ่งเป็นแอ่งมหาสมุทรตื้นๆซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต เมื่อหน้าผาถล่มลงมา พวกมันถูกอัดทำให้คงรายละเอียดไว้อย่างยอดเยี่ยม สตีเฟน เจย์ กูลด์ กล่าวว่า "หินดินดานเบอร์เกสส์มีความแตกต่างในรูปลักษณ์เชิงกายวิภาคในขอบเขตที่ไม่สามาถหาที่ไหนมาเทียบได้"มีสิ่งมีชวิตไม่กีกลุ่มที่รอดชีวิต ความสำเร็จของวิวัฒนาการไมได้เป็นไปตามแบบแผน แต่เป็นเหมือนการเสี่ยงโชค ยุคแคมเบรียนเป็นช่วงเวลาของการพัฒนารูปแบบร่างกาย พิคาเอีย กราซิเลนส์ เป็นสัตว์ดึดำบรรพ์ที่มีกระดูสันหลังซึ่งเท่ากับว่าเป็นบรรพบุรุษของคนด้วย กูลด์มองว่าความสำเร็จของสายพันธุ์ของเราเป็นแค่เรื่องบังเอิญโชคดี นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญไม่เห็นด้วยกับกุลด์ ในออสเตรเลีย เรจินัลด์ สพริกก์ พบซากดึกดำบรรพ์ที่มีความละเอียดมาก มันเหมือนรอยพิมพ์ใบไม้บนโคลน และ 9 ปีต่อมา จอห์น เมสัน พบซากดึกดำบรรพ์คล้ายปากกาทะเล และบางอันเหมือนกับตัวอย่างของสพริกก์ เมสันได้รับการยกย่องถึงกับมีการตั้งชื่อตัวอย่างที่เขาพบคือซาเมีย มาโซนี ในยุคคมเบรียนความแตกต่างระหว่างพืชกับสัตว์อาจคลุมเคลือ ผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่ามันเป็นพวกเห็ดหรือรามากกว่า แต่มันก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อการพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกเท่าใดนัก

ปัจจุบันเราเชื่อกันว่าเหตุผลที่เราไม่พบชนิดพันธุ์ที่มีมาก่อนหน้านั้นเป็นเพราะตัวมันเล็กเกินไปไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ในรูปของซากดึกกำบรรพ์


สัตว์สองเท้าลึกลับ
ปี ค.ศ.1887 ฟอรงซัวส์ โธมัส ดูบัวส์ ชาวดัตซ์ ได้ออกค้นหากระดูกมนุษย์โบราณบนเกาะสุมาตรา เนื่องจากบนเกาะสุมาตรามีถ้ำเป็นจำนวนมาก และซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญของโฮมินิดมักถูกพบในถ้ำ
ในขณะนั้นมีหลักฐานซากมนุษย์ดึกดำบรรพ์อยู่น้อยมาก ได้แก่โครงกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลที่ไม่สมบูรณ์ 5 โครง ซากมนุษย์สมัยน้ำแข็งครึ่งโหล ตัวอย่างมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลที่มีสภาพดีที่สุดถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ฮันเทอเรียนในกรุงลอนดอน
ปี 1891 ดูบัวส์พบชิ้นส่วนกะโหลกหุ้มสมองมนุษย์โบราณ บนเกาะชวา ชิ้นส่วนกะโหลกแสดงให้เห็นว่าเจ้าของกะโหลกมีลักษณะไม่เหมือนมนุษย์ มีสมองใหญ่กว่าลิงไม่มีหาง(ape) เรียกมันว่า พิเธแคนโธรพัส อิเร็กตัส แต่รู้จักกันดีชื่อ “มนุษย์ชวา” ทุกวันนี้เรียกมันว่า โฮโม อิเร็กตัส ปีถัดมา คนงานของดูบัวส์ขุดพบกระดูกต้นขาสภาพสมบูรณ์ ดูบัวส์ใช้กระดูกต้นขาในการอนุมานว่า พิเธแคนโธรพัส เดินตัวตรง
ปี 1924 เรย์มอน ดาร์ต ชาวแอฟริกาใต้ ได้รับกะโหลกเด็กที่ส่งมาจากเมืองหินปูน ที่ตั้งอยู่ขอบทะเลสาบคาลาฮารี ตรงจุดที่เรียกว่าทาอุง กะโหลกมีขนาดเล็กอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และมีส่วนที่เรียกว่า “แบบพิมพ์สมอง” (endocast) ที่เกิดจากธรรมชาติ ดาร์ตรู้ว่ากะโหลกทาอุงไม่ใช่โฮโม อิเร็กตัส แต่เป็นของมนุษย์ยุคก่อนหน้านั้น มีลักษณะเหมือนลิงไม่มีหางมากกว่า เขาคะเนอายุว่าอยู่ที่ 2 ล้านปี และตั้งชื่อมันว่า ออสตราโลพิเธคัส แอฟริกานัส หรือ “มนุษย์วานรทางใต้ของแอฟริกา”
ในประเทศจีน เดวิดสัน แบล็ค ชาวแคนาดา ออกค้นหากระดูกที่ภูเขาดราก้อนโบน เขาพบซากดึกดำบรรพ์ของฟันกรามชิ้นหนึ่ง และประกาศว่าเขาได้พบ ซิแนนโธรพัส พิเคเนนซิส ที่รู้จักกันในชื่อ “มนุษย์ปักกิ่ง”
ที่แหล่งขุดค้นบนเกาะชวา ราล์ฟ วอน เคอนิกชวาล ค้นพบมนุษย์ดึกดำบรรพ์อีกกลุ่มหนึ่ง รู้จักกันในชื่อชาวโซโล ซึ่งตั้งตามสถานที่ที่พบคือแม่น้ำโซโล
ปีต่อๆมามีการค้นพบกระดูกและตั้งชื่อมากขึ้น ทำให้มีชื่อใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ปี 1960 เอฟ.คลาร์ค ฮาวเอิลล์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก พยายามเสนออันดับใหม่ โดยให้ลดจำนวนสกุลลงให้เหลือแค่ 2 สกุล คือ ออสตราโลพิเธคัส กับโฮโม มนุษย์ชวากับมนุษย์ปักกิ่งจึงเป็น โฮโม อิเร็กตัส
ทศวรรษ 1960 โฮโม ฮาบิลิส ถือกำเนิดขึ้น ตามมาด้วยชนิดพันธุ์ของโฮมินิดอีกหลายชนิด กลุ่มที่น่าสนใจคือ ออสตราโลพิเธซีน (Austral มาจากภาษาลาติน หมายถึงทางทศใต้)
โฮโม อิเร็กตัส เคยเดินอยู่บนโลกนานกว่า 1 ล้านปี มีถิ่นอาศัยตั้งแต่ทวีปยุโรปด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงประเทศจีนด้านชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นกลุ่มที่ใช้เครื่องมือ เป็นพวกแรกที่รู้จักล่าสัตว์ รู้จักใช้ไฟ รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือที่ซับซ้อน เป็นพวกแรกที่ทิ้งหลักฐานว่ามีการตั้งถิ่นฐาน และเป็นพวกแรกที่รู้จักดูแลคนที่ตัวเล็กและอ่อนแอกว่า โฮโม อิเร็กตัส มีแขนขาผอมยาว ร่างกายแข็งแรงมาก มีพละกำลังและสติปัญญาที่ขยายเผ่าพันธุ์ครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ โครงกระดูกเพศหญิง อายุ 1.7 ล้านปี ชื่อ KNM-ER 1808 บอกให้ทราบว่าโฮโม อิเร็กตัส กินเนื้อสัตว์
กลุ่มออสตราโลพิเธซีน ถือกำเนิดเมื่อราว 7 ล้านปีก่อน ในป่าเขตร้อนของทวีปแอฟริกา แล้วเริ่มอพยพมาอาสัยอยู่ในทุ่งหญ้าซาวันนา ออสตราโลพิเธซีน มีรูปร่างหลายแบบ บางคนบอบบางอ้อนแอ้นเหมือนเด็กทาอุง บางคนแข็งแรงและกำยำกว่า ทั้งหมดเดินหลังตรงได้ บางชนิดดำรงเผ่าพันธุ์นานกว่า 1 ล้านปี บางชนิดดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ราว 2.3 แสนปี
ซากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคือ โครงกระดูกของออสตราโลพิเธซีน ที่มีอายุ 3.18 ล้านปี พบที่ฮาร์ดา ประเทศเอธิโอเปีย ในปี 1974 โดยคณะที่นำโดย โดนัลด์ โยฮันสัน ชื่อเป็นทางการของโครงกระดูกคือ A.L.288-1 แต่กลับเป็นที่รู้จักในชื่อลูซี โยฮันสันกล่าวว่า ลูซี คือบรรพบุรุษยุคแรกสุดของเรา เป็นห่วงเชื่อมโยงระหว่างลิงไม่มีหางกับมนุษย์ ลูซีตัวเล็กมาก สูงแค่ 3.5 ฟุต (105 cm) จึงอนุมานว่าเป็นเพศหญิง พูดได้ ปีนป่ายได้เก่ง
สองปีหลังจากค้นพบลูซี แมรี ลีแคร์ พบรอยเท้ามนุษย์ 2 คน ที่ลาเอโทลิ ประเทศแทนซาเนีย และเชื่อกันว่าเป็นวงศ์เดียวกับโฮมินิด รอยเท้าเกิดขึ้นเมื่อออสตราโลพิเธซีน 2 คน เดินผ่านเถ้าโคลนที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ นักบรรพชีวินวิทยาอนุมานว่าพวกเขามีขนาดรูปร่างเหมือนชิมแพนซีและมีขนดก แต่มีท่าทางและท่าเดินที่เหมือนมนุษย์ เอียน แทตเทอร์ซอล คิดว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นลิงมีหางที่เดินสองเท้า
ในทศวรรษ 1980 มีการค้นพบโครงกระดูกครั้งสำคัญ ที่หุบเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลสาบเทอร์นาคา ประเทศเคนยา โดยคาโมยา คิเมอู ทีมงานของริชาร์ด ลีคีย์ คิเมอูพบโครงกระดูก โฮโม อิเร็กตัส ที่มีสภาพเกือบสมบูรณ์ เป็นโครงกระดูกของเด็กชายอายุประมาณ 9-12 ปี เสียชีวิตเมื่อ 1.54 ล้านปีก่อน แทตเทอร์ซอล บอกว่า โครงกระดูกมีโครงสร้างร่างกายแบบเดียวกับมนุษย์ปัจจุบันทั้งหมด
ปี 2001 และ 2002 มีการค้นพบกระดูกสภาพเยี่ยม 4 โครง ดังนี้
1. เคนยันโธรพลัส พลาทิออปส์ (แปลว่า เคนยาหน้าแบน) พบโดย มีฟ ลีคีย์ ที่ทะเลสาบเทอร์นาคา ประเทศเคนยา
2. อาร์ดิพิเธคัส รามินัส คาดับบา มีอายุระหว่าง 5.2-5.8 ล้านปี
3. ออร์โรริน ทูเกเนนซิส คาดว่ามีอายุราว 6 ล้านปี
4. ซาเฮแลนโธรพลัส ชาเดนซิส อายุเกือบ 7 ล้านปี พบที่ทะเลทรายจูรับ ประเทศชาด
ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ระหว่าง 2-3 ล้านปีก่อน อาจจะมีโฮมินิดมากถึง 6 ชนิด อยู่ร่วมสมัยกันในแอฟริกา แต่มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ดำรงอยู่ยาวนาน คือ โฮโม ที่เกิดขึ้นเมื่อราว 2 ล้านปีก่อน ตามตำราสายของโฮโม เริ่มต้นจาก โฮโม ฮาบิลิส แล้วมาสรุปจบที่ตัวเรา คือ โฮโม เซเปียนส์

วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์


วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์บางครั้งก็แยกกันไม่ออก มีวิจัยของต่างประเทศ ทำการวิจัยโดยนำคนที่กำลังใกล้ตายไปชั่งหามวลเปรียบเทียบกับมวลของคนเดิมหลังตาย พบว่าทุกคนจะมีมวลส่วนหนึ่งหายไป บางคนก็หายไปน้อย บางคนก็หายไปมาก ตั้งแต่ 0.3 - 2.5 kg โดยมวลที่หายไปนั้นนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าจะกลายไปเป็นพลังงานตามทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตล์ E = mc2 แต่ในทางไสยศาสตร์ มวลส่วนที่หายไปนี้มันคือวิญญาณที่ออกจากร่างนั่นเอง
เคยสังเกตไหมว่า บริเวณใดที่มีคนตายบ่อยๆ เช่นบนถนนบางที่แม้จะเป็นถนนตรง ทัศนวิสัยดี แต่ก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งๆที่ไม่น่าจะเกิด ทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าสาเหตุจากมีพลังงานบางอย่างเข้ามารบกวนคลื่นสมอง ทำให้สมองสั่งงานผิดปกติ เช่น ทำให้เห็นภาพบางอย่างจึงหักหลบอย่างกระทันหันจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุ แน่นอน ในทางไสยศาสตร์ภาพที่เห็นนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากวิญญาณนั่นเอง

27/6/51

ดาวเดียว

บทนี้ Bryson เขียนเกี่ยวกับมนุษย์ เขาต้องการแสดงให้เห็นว่ามนุษย์นั้นบอบบางแค่ไหนและเราโชคดีแค่ไหนที่เกิดมาบนดาวเคราะห์ที่เหมาะสมกับการมีสิ่งมีชีวิต

ขอบเขตในโลกนี้ที่สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เมื่อเทียบกับขนาดของโลกแล้วน้อยมากๆ ยิ่งเป็นขอบเขตที่มนุษย์สามารถอยู่ได้ยิ่งน้อยลงไปอีก เกือบทั้งหมดบนโลกเป็นที่ร้อนเกินไป หนาวเกินไป แห้งเกินไป ฯลฯ แต่ที่สำคัญคือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำ และมนุษย์ไม่สามารถอยู่ในน้ำได้ ต่อให้เราสามารถหายใจในน้ำได้ แต่เราก็ไม่สามารถทนต่อแรงดันของน้ำได้ เรามีแก๊สอยู่ในร่างกาย และเมื่อความดันเปลี่ยนแปลงแก๊สเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหา โรคที่พบบ่อยในผู้ที่ต้องดำน้ำบ่อยๆ หรือ อยู่ในสภาวะแรงดันสูงคือโรคเคซอง โรคนี้เกิดขึ้นเพราะที่ความดันสูงไนโตรเจนจะเปลี่ยนสถานะเป็นฟองและแทรกเข้าไปในเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ถ้าลดความดันลงอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดเป็นฟองฟู่ ทำให้เกิดอาการปวดตามบริเวณต่างๆ บางครั้งอาจทำให้เป็นอัมพาต และอาจทำให้ตายได้ มีวิธีป้องกันอยู่สองวิธีคือ พยายามอยู่ในน้ำลึกๆ เป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หรือให้ค่อยๆ ขึ้นสู่ผิวน้ำ

ผู้ค้นพบวิธีป้องกันโรคเคซองคือ พ่อ-ลูก ฮัลเดน พวกเขาได้ทำการศึกษาการเอาชีวิตรอดในสภาวะอากาศแปลกๆ มากมาย ผู้พ่อให้ความสนใจเกี่ยวกับสารพิษในเหมือง ส่วนผู้ลูกให้ความสนใจเรื่องความดัน เขาสร้างหม้ออัดความดันขึ้น ซึ่งเขาได้ใช้มันทำการศึกษาร่วมกับกองทัพเรือเกี่ยวกับการตอบสนองของร่างกายต่อบรรยากาศที่แปลกๆ หรือการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศอย่างรวดเร็ว มีอยู่บ่อยครั้งที่การทดลองของเขาทำให้ผู้ถูกทดลองได้รับบาดเจ็บ แต่เขาเองก็ยอมเป็นผู้ถูกทดลองอยู่บ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ร่างกายเขาขาดออกซิเจนทำให้ส่วนล่างของร่างกายหมดความรู้สึกไปเป็นเวลา 6 ปี

สรุปแล้วถ้ามนุษย์เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เราจะเจอกับปัญหาได้ง่ายมาก จริงๆ แล้วมีพื้นที่เพียง 4% ของโลกเท่านั้นที่เราอาศัยอยู่ได้ ถ้าดูในระดับระบบสุริยะแล้วพื้นที่นี้เล็กมากๆ ยิ่งการเปรียบเทียบระดับจักรวาลแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ในบทนี้กล่าวถึงความเหมาะสมสี่ประการของโลกที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต อย่างแรกคือสถานที่ตั้งเหมาะสม ถ้าโลกใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่านี้อีก 5% ก็ร้อนเกินกว่าที่จะมีสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าอยู่ห่างออกไปอีก 15% ก็จะหนาวเกินไป ซึ่งขอบเขตนี้ไม่ได้กว้างเลย

ระยะทางจากดวงอาทิตย์ที่ถูกต้องอย่างเดียวไม่พอ ไม่งั้นคงมีสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ อีกสาเหตุคือโลกเป็นดาวเคราะห์ที่ถูกประเภท คือมีหินหนืดไหลอยู่ข้างใต้ ประโยชน์อย่างแรกคือทำให้เกิดสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกันรังสีจากอวกาศ ประโยชน์อีกอย่างคือทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกทำให้มีที่สูงที่ต่ำ ถ้าโลกเราไม่มีที่สูงที่ต่ำ ทุกแห่งบนโลกนี้ก็จะจมอยู่ในน้ำทะเล

ประการที่สามคือโลกมีดวงจันทร์คอยช่วยให้วงโคจรสม่ำเสมอ และโลกหมุนที่มุมและความเร็วที่เหมาะสม

ประการสุดท้ายคือเวลา Bryson กล่าวว่าเรามีแรงกดดันบีบคั้นและความท้าทายเป็นระยะๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ (เช่น ยุคน้ำแข็ง การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์) รวมทั้งมีระยะเวลาที่ปราศจากภัยธรรมชาติโดยสิ้นเชิงคั่นเป็นระยะด้วย

สิ่งมีชีวิตประกอบด้วยธาตุหลักๆ ประมาณ 6 ธาตุเท่านั้น โดยธรรมชาติแล้วมีธาตุถึง 92 ธาตุ ธาตุที่มีน้อยก็มีน้อยมาก ธาตุที่มีมากก็มีมากไปเลย แฟรนเซียมอาจมีอยู่ไม่ถึง 20 อะตอมเท่านั้น ในขณะที่ออกซิเจนเป็นธาตุที่มีมากที่สุด มีอยู่ประมาณ 50% ของเปลือกโลก แต่บางครั้งธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตกลับเป็นธาตุที่มีอยู่น้อย เช่น ไนโตรเจนและดีบุกไม่ได้อยู่ใน 50 อันดับแรกซะด้วยซ้ำ ส่วนคาร์บอน ซึ่งเป็นธาตุหลักของสิ่งมีชีวิตกลับมีมากเป็นอันดับที่ 15 เพียง 0.0048% ของเปลือกโลกเท่านั้น บางธาตุมีอยู่มากแต่เราอาจไม่ค่อยรู้จักมัน เช่นอลูมิเนียมเป็นธาตุที่มีมากเป็นอันดับสี่แต่เรากลับค้นพบมันในศตวรรษที่ 19

ธาตุยังมีความน่าสนใจเมื่อนำมารวมกัน เช่นโซเดียมกับครอลีน โซเดียมเป็นธาตุที่ไม่มีความเสถียร ถ้าปล่อยลงในน้ำมันจะระเบิด ส่วนครอลีน แม้ในปริมาณที่ไม่มาก ก็เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าเรานำทั้งสองมารวมกันเรากลับได้เกลือ ซึ่งเราบริโภคกันอยู่ทุกวัน

โดยสรุปแล้วแม้เราจะบอบบางแต่เราก็ถูกวิวัฒนาการมาให้เหมาะกับสภาวะของโลกนี้ ให้ใช้ประโยชน์จากธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นบางครั้งเราอาจไม่รู้สึกตัวว่าจริงๆ แล้วเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบางมากเพราะเราใช้ชีวิตอยู่แต่ในที่ที่เหมาะสมกับตัวเรา

สวยดุ

ในบทนี้ Bryson เขียนเกี่ยวกับภูเขาไฟ หลายท่านไม่ทราบว่าภูเขาไฟนั้นมี่อยู่สองประเภท ประเภทแรกเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกัน เป็นแบบที่มีโคน เช่น ภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งโคนนั้นเป็นการรวมตัวกันของแม็กมาที่ประทุออกมา ส่วนแบบที่สองเป็นแบบที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยกัน เป็นแบบที่มีการประทุอย่างรุนแรงของแม็กมา ทำให้ไม่เกิดเป็นโคน เพราะแม็กมากระจายตัวออกไปไกลตอนที่ประทุออกมา แต่จะเห็นเป็นแอ่ง และข้างใต้แอ่งจะมีปล่องแม็กมา อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนเป็นแบบที่สองนี้ กินพื้นที่ใหญ่มาก เชื่อว่าในอดีตที่เกิดการระเบิดขึ้นทำให้เกิดหลุมใหญ่กว้างกว่า 65 กิโลเมตร Bryson เรียกภูเขาไฟที่ระเบิดอย่างรุนแรงนี้ว่าซูเปอร์ภูเขาไฟ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าบริเวณซูเปอร์ภูเขาไฟนั้นมีความสวยงามมาก แต่เบื่องหลังความสวยงามนั้นแฝงไปด้วยความอันตรายอย่างมาก Bill McGuire คากว่าถ้าเยลโลว์สโตนระเบิดขึ้น เราจะไม่สามารถเข้าไปได้ในรัศมี 1,000 กิโลเมตร เดคคานแทร็ปในอินเดียก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง มันระเบิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีก่อน และเราเชื่อว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ แม้ว่าการระเบิดจะรุนแรงมากแต่โชคดีว่ามันไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

ไม่ได้มีแต่เยลโลว์สโตนและเดคคานแทร็ปเท่านั้นที่เป็นซูเปอร์ภูเขาไฟ แต่ยังมีอีกหลายแห่ง แต่มักอยู่ใต้มหาสมุทร จริงๆ แล้วเกาะหลายๆ แห่ง เช่น ไอซ์แลนด์ ฮาวาย อะซอเรซ ฯลฯ ล้วนเกิดจากการระเบิดของซูเปอร์ภูเขาไฟทั้งสิ้น

การระเบิดของซูเปอร์ภูเขาไฟครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 1883 ของภูเขาไฟการากาตัวในอินโดนีเซีย ทำให้เกิดเสียงสะท้อนรอบโลกถึงเก้าวัน ถ้าเปรียบให้การระเบิดครั้งนี้มีขนาดเท่าลูกกอล์ฟแล้วละก็ การระเบิดของเยลโลว์สโตนครั้งที่ใหญ่ที่สุดจะเปรียบได้กับทรงกลมขนาดเท่ามนุษย์เลยทีเดียว

ผลกระทบไม่ได้มีแค่แรงระเบิดเท่านั้นแต่การระเบิดยังทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศอีกด้วย ภูเขาไฟที่ทะเลสาบโทบาในอินโดนีเซีย (ผมเคยไปมาด้วย สวยมาก) ทำให้เกิดฤดูหนาวภูเขาไฟอย่างน้อย 6 ปี ทำให้พืชและสัตว์มากมายสูญพันธุ์ เชื่อกันว่าการระเบิดทำให้มนุษย์ลดจำนวนลงเหลือประมาณ 2,000 ถึง 3,000 คนเท่านั้น

ปัญหาอย่างหนึ่งคือเราไม่สามารถทำนายได้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดการระเบิดของภูเขาไฟเหล่านี้ ในเยลโลว์สโตนนั้นเกิดการยกตัวขึ้นสูงกว่าหนึ่งเมตรในปี 1984 และยุบตัวลง 20 เซนติเมตรในปีถัดมา สาเหตุเพราะมีการเคลื่อนที่ของเม็กมาใต้ดิน เม็กมาเหล่านี้อาจจะปะทุออกมาเมื่อไหร่ก็ได้โดยที่เราไม่ทันตั้งตัวเลย ผู้ดูแลอุทยานกล่าวว่า โดยทั่วไปแผ่นดินไหวอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าภูเขาไฟกำลังจะระเบิดได้ แต่ที่เยลโลว์สโตนมีแผ่นดินไหวบ่อยมาก เฉลี่ยแล้วปีละเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่ส่วนมากไม่สามารถรู้สึกได้ ส่วนการพุ่งของน้ำพุร้อนก็เช่นกันมันเปลี่ยนแปลงบ่อยมากจนไม่สามารถทำนายอะไรได้เลย

แม้ว่าในยุคปัจจุบันเรายังไม่เคยเห็นการระเบิดที่รุนแรงของเยลโลว์สโตนแต่ก็เคยเกิดเหตุที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้ว ในปี 1959 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ทำให้ภูเขาด้านหนึ่งพังลงมาเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 คน และยังเคยเกิดเหตุที่อยู่ดีๆ น้ำพุร้อนพุ่งออกมาในที่ที่ไม่เคยมีการพุ่งมาก่อน มีเศษหิน ดิน และน้ำร้อนยิ่งยวด (Superheated steam) พุ่งออกมาที่ความดันสูง ทำให้เกิดหลุมขนาด 5 เมตรขึ้น โชคดีที่คราวนั้นไม่มีผู้คนอยู่ในบริเวณนั้น แต่เหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้อีก ครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นในที่ที่มีผู้คนอยู่ และอาจรุนแรงกว่านี้มากก็ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือในบริเวณภูเขาไฟที่มีอุณหภูมิสูงกลับมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ก่อนหน้าปี 1965 เราเชื่อว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอาศัยอยู่ที่อุณหภูมิเกิน 50 องศาเซลเซียสได้ แต่ในปีนั้นมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตพวกเอกทรีโมไฟลส์ เช่น Sulpholobus acidocaldarius และ Thermophilus aquaticus ในบ่อน้ำบริเวณภูเขาไฟซึ่งร้อนมากและมีความเป็นกรดสูง แต่ว่านั่นก็ไม่ใช่ที่สุด ยังมีสิ่งมีชีวิตพวกไฮเปอร์เทอร์โมไฟล์ เช่น Pyrolobus fumarii เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ตามปล่องภูเขาไฟ ซึ่งสามารถทนความร้อนได้สูงถึง 113 เซลเซียส

26/6/51

โครม!

"โครม" เป็นเรื่องราวของการโต้แย้งในข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ โดยนักวิทยาศาสตร์แต่ละกลุ่มมีแนวคิดหรือข้อสันนิษฐานของตน ซึ่งได้จากการสำรวจและศึกษาวิจัยจากข้อมูลในหลายๆ องค์ประกอบ แล้วนำมาเชื่อมโยงเป็นทฤษฎีของตนเองขึ้น ต่างฝ่ายก็มีทั้งข้อสนับสนุนและโต้แย้งที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ที่สำคัญประเด็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในวิทยาการด้านต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งนับว่าเป็นผลดีในแง่ของความหลากหลายทางวิชาการ ประเด็นข้อขัดแย้งทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า เริ่มจากการขุดพบก้อนหินรูปร่างประหลาดที่เมืองแมนสัน ในรัฐไอโอวา นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของหินอย่างผิดพลาด แต่ต่อมาเมื่อได้มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังกลับกลายเป็นว่าเป็นหินจากนอกโลก โดยสรุปคือ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมือง แมนสันเกิดจากอุกกาบาตจากนอกโลกพุ่งชน จากข้อสรุปดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนในช่วงต้นศตวรรษ 1950 อาทิเช่น ยูจีน ชูเมกเกอร์ (Eugene Shoemaker) และ เอเลนอร์ เฮลิน (Eleanor Helin) เริ่มสำรวจระบบสุริยจักรวาลจริงจัง ทำให้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยเป็นจำนวนมากในระบบสุริยจักรวาล แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่มีใครไปเบี่ยงเบนทิศทางไม่ให้พุ่งชนโลกได้ นั่นคือ ดาวเคราะห์น้อยดวงไหนๆ ก็มีโอกาสพุ่งชนโลกได้ทั้งนั้น ซึ่งสรุปแล้วมีดาวเคราะห์น้อยราวๆ 2,000 ดวงที่พอจะทำลายล้างอารยธรรมของโลกได้ ดวงที่เคยผ่านโลกไปในระยะใกล้ประมาณ 170,000 กิโลเมตร ซึ่งพบเมื่อปี 1991 คือ 1991 BA ในขณะที่จีน ชูเมกเกอร์ กำลังเตือนให้โลกรับรู้ในอันตรายของระบบสุริยะ มีการค้นพบของนักธรณีวิทยาที่อิตาลีตอนต้นปี 1979 เกี่ยวกับแถบดินสีแดงๆ ขาวๆ ที่เป็นตัวแบ่งระหว่างชั้นหินปูนโบราณสองชั้น ชั้นหนึ่งมาจากยุคครีเตเชียส อีกชั้นเป็นยุคเทอร์เชียรี สิ่งที่พบนี้เรียกกันว่า พรมแดนเคที (KT boundary) สิ่งนี้ใช้บ่งบอกระยะเวลา 65 ล้านปีก่อน อันเป็นช่วงเวลาที่บันทึกของฟอสซิลระบุว่า ไดโนเสาร์และสัตว์สปีชีส์อื่นๆ ประมาณครึ่งโลกได้สุญพันธุ์ไปอย่างฉับพลันทันที ในเรื่องนี้ทำให้วอลเตอร์ อัลวาเรซ (Walter Alvarez) ต้องศึกษาหาหลักฐานมาประกอบแนวคิดซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมว่าการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ค่อยๆ สูญพันธุ์ไปโดยใช้เวลาหลายล้านปี อัลวาเรซได้รับความช่วยเหลือจากพ่อของเขา ลูอิส อัลวาเรซ (Luis Alvarez) ซึ่งเป็นนักนิวเคลียร์ฟิสิกส์รางวัลโนเบล และเพื่อนร่วมงาน แฟรงค์ อาซาโร (Frank Asoro) ใช้เทคนิคการวัดองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้กระบวนการที่เรียกว่า "การวิเคราะห์กิจกรรมทางนิวตรอน" ผลการทดลองบ่งชี้ว่า "โลกเคยถูกดาวเคราะห์น้อยหรือไม่ก็ดาวหางพุ่งชน" ซึ่งอ้างอิงมาจากการตรวจวิเคราะห์อิริเดียมที่มีมากกว่าระดับปกติถึงหลายร้อยเท่า แต่ฝ่ายตรงข้ามกับทฤษฎีของ อัลวาเรซ คนสำคัญคือ ชาร์ลส์ ออฟฟิชเชอร์ (Charles Officer) ยืนกรานว่า อิริเดียมสะสมจากกิจกรรมของภูเขาไฟ มิใช่เกิดจากการระเกิดใหญ่ขึ้นครั้งเดียวแล้วทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ หลักฐานที่ยืนยันแนวความคิดของอัลวาเรซอีกประการหนึ่งคือหลุมอุกกาบาต แต่จากการปรับปรุงข้อมูลทางธรณีวิทยาระบุว่า แมนสันไม่ใช่หลุมอุกกาบาต อย่างไรก็ตามกลับมีการค้นพบจุดที่อุกกาบาตที่เมืองชิกซูลับ (Chicxulub) ของประเทศเม็กซิโกในปี 1990 และเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะคือ มีการพุ่งชนของดาวเคราะห์โดยธรรมชาติ คือ ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 พุ่งชนดาวพฤหัส การพุ่งชนครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับพื้นผิวดาวพฤหัสเท่ากับโลก เกิดความเสียหายมากกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันความคิดของอัลวาเรซ การพุ่งชนของดาวเคราะห์หรือดาวหางได้มีการประเมินสถานการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 1. อุณหภูมิที่สูงถึง 60,000 เคลวิน หรือสิบเท่าของอุณหภูมิดวงอาทิตย์เมื่อผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศ ทุกสิ่งในทางผ่าน เช่น บ้านเรือน ผู้คน รถ จะหดเหี่ยวและหายไปเหมือนเยื่อกระดาษบางๆ ที่โดนเปลวไฟ 2. แรงระเบิดจะกระจายหิน ดิน และก๊าซร้อนจัด ออกไปโดยรอบในรัศมี 250 กิโลเมตร สิ่งมีชีวิตจะตายด้วยแรงระเบิดและไกลออกไปถึง 1,500 กิโลเมตร การทำลายล้างจากระเบิดจึงค่อยๆ สงบลง 3. ผลจากการพุ่งชนก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดคลื่นสึนามิภายใน 1 ชั่วโมง เมฆที่เกิดจากฝุ่นผงจะปกคลุมโลก ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ที่ถูกปกคลุมจะทำให้ระบบต่างๆ ถูกทำลาย และทำให้สภาวะอากาศของโลกเลวร้ายต่อมาอีกราว 10,000 ปี 4. เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะตรวจพบดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางที่จะพุ่งเข้ามาชนโลก และถึงตรวจพบล่วงหน้าเป็นปีก็ไม่อาจรับมือกับสถานการณ์ได้ จากการคำนวณพบว่าทุกๆ หนึ่งล้านปีจะมีการพุ่งชนครั้งใหญ่

5:50:00 ก่อนเที่ยง
โดย Tunyarot

เรื่องของทะเล

บนโลกเรามีน้ำอยู่ 512 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร และจะมีเท่านี้ตลอดไป เพราะมันเป็นระบบปิด อาณาจักรของน้ำ มีชื่อเรียกว่า ไฮโรสเฟียร์ 97 เปอร์เซ็นต์ของน้ำอยู่ในทะล แหล่งน้ำทะเลที่ใหญ่ที่สุด คือ มหาสมุทรแปซิฟิก ใหญ่กว่าแผ่นดินทั้งหมดรวมกัน บอลล์กล่าวว่า เราไม่ควรเรียก ดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่นี้ว่า “Earth”ซึ่งหมายถึง ดิน แต่ควรเรียกว่า “น้ำ”
สามเปอร์เซ็นต์ของน้ำบนพื้นโลกเป็นน้ำจืด อยู่ในรูปของพีดน้ำแข็ง (ice Sheet) เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของน้ำแข็งบนโลกอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา ที่เหลืออยู่ที่กรีนแลนด์ จะเห็นว่าทวีปแอนตาร์กติกา เพียงทวีปเดียวมีน้ำแข็งมากถึง 9.6 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร ถ้ามันละลายหมดจะทำให้น้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นราว 200 ฟุต ระดับน้ำทะเลไม่เคยมีระดับเท่ากัน กระแสน้ำ ลมและคอริออลิส และปัจจัยอื่น ๆ มีผลทำให้ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง ในท้องทะเลที่ลึกลงไปเกิน 2000 ฟุต จะไม่พบสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เพราะไม่มีแสงสว่าง
การสำรวจท้องทะเลเกิดขึ้นเมื่อปี 1872 เป็นการสำรวจรวมระหว่างพิพิธภัณฑ์อังกฤษ สมาคมวิชาการ แห่งสหราชอาณาจักร และรัฐบาลอังกฤษ โดยใช้อดีตเรื่องสงคราม ชื่อ เอสเอมเอส แชลเลนเจอร์ ใช้เวลาในการเดินทางรอบโลก 3 ปี เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำ มีเจ้าหน้าที่บนเรือประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ และลูกเรือ 240 คน เก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตใหม่ๆได้ 4,700 ชนิด และค้นพบว่ามีภูเขาหลายลูกจมอยู่ใต้กลางมหาสมุทรแอตแลนติก
การสำรวจน้ำลึก เริ่มขึ้นในปี 1930 โดยบีบีและบาร์ทัน ผู้ออกแบบยานทรงกลมสำรวจน้ำลึก เป็นยานที่เรียบง่ายไม่มีระบบบังคับ สิ่งที่หนึ่งที่ไม่ได้จากการสำรวจของพวกเขา คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แม้พวกเขาจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตมากมายที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ด้วยข้อจำกัดด้านทัศนวิสัยและทั้งไม่ใช้นักสมุทรศาสตร์ในการสำรวจครั้งนี้ บีบี ได้เห็นงูยักษ์ที่ยาวกว่า 20 ฟุต และตัวอ้วนใหญ่มาก มันว่ายผ่านไปเร็วมาก หลังจากที่ทำลายสถิติการดำน้ำลึกได้ บีบีก็หมดความสนใจในการดำน้ำ แต่ในเวลาต่อมา ออกัสต์และณัคส์ พิคมาร์ค และเรือโทดอนวอลล์แห่งกองทัพเรือสหรัฐ ก็ค่อยดำลงสู่ก้นทะเลที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร คือ มาเรียนาเทรนซ์ ซึ่งอยุ่ทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก มีความลึก 35,820 ฟุต หรือเกือบ 11 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง พวกเขาเห็นปลาตัวเบน พวกเข้าไม่มีอุปกรณ์ถ่ายภาพ จึงไม่มีรูปให้เห็น
เมื่อเข้าทศวรรษ 1950 กองทัพเรือมีแผนที่ที่ดีมากที่สามารถนำทางผ่านหุบผาชัน และอ้อมรอบภูเขายอดราบใต้มหาสมุทร แต่พวกเขาไม่ต้องการให้ข้อมูลเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของโซเวียด จึงเก็บเป็นความลับ นักวิชาการจึงได้แต่พึงพาข้อมูลหยาบที่ได้จากการสำรวจในอดีต
ในปี 1994 ถุงมือฮอกกี้น้ำแข็ง 3,400 ข้าง บนเรือขนส่งสินค้าเกาหลี ถูกพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกกวาดลงทะเลถุงมือเหล่านี้ถูกพัดพาไปทั่วตั้งแต่เวนคูเวอร์จนถึงเวียดนาม ทำให้นักสมุทรศาสตร์ตามรอยกระแสน้ำได้ถูกต้องกว่าที่ผ่านมาในอดีต
ในปี 1977 ยานสำรวจอัลวิน ได้ค้นพบกลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มากมายอาศัยอยู่บนและรอบๆปล่องใต้มหาสมุทรที่ทอดลึกลงไปในเปลือกโลก นอกหมู่เกาะกาลาปากอส เช่น หนอนปล่องยาวกว่า 10 ฟุต หอยกาบตัวโตถึง 1 ฟุต กุ้งและหอยแมลงภู่จำนวนมากและหนอนสปาเกตตี้ดิ้นยุกยิก พวกมันอยู่ได้เพราะมีแบคทีเรียกลุ่มใหญ่ได้รับพลังงานและอาหารจากไฮโดรเจนชัลไฟด์ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีพิษอย่างรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ไฮโดรเจนซัลไฟด์นี้ลอยมาจากปล่อง มีความร้อนและพลังงานสูงมาก มีอุณหภูมิ 760 องศาฟาเรนไฮต์
ก่อนหน้านั้นเชื่อกันว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 130 องศา แต่สิ่งนี้กลับมีชีวิตอยู่ได้และสามารถอยู่ได้ในน้ำที่เย็นจัด เรื่องนี้ช่วยไขปัญหาข้อหนึ่งในทางสมุทรศาสตร์ซึ่งพวกเราหลายคนไม่เคยตระหนักว่า มันคือ ปริศนานั้นก็คือ เมื่อเวลาผ่านไปเหตุใดมหาสมุทรจึงไม่เค็มขึ้น พูดให้ชัดคือ ในทะเลมีเกลืออยู่จำนวนมากพอที่จะกลบผังแผ่นดินทั้งหมดบนโลกจนสูงถึง 500 ฟุต ทุกๆวันน้ำนับล้านๆ แกลลอนระเหยไปจากมหาสมุทร แต่เกลือไม่ระเหย เพราะฉนั้นตามหลักเหตุผลแล้ว น้ำทะเลควรจะเค็มมากขึ้นตามเวลา แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น มีบางสิ่งที่ดึงเอาเกลือออกจากน้ำมากพอๆกับที่ใส่ลงไป เราใช้เวลานานมากกว่าที่จะรู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ใต้ก้นมหาสมุทรมีกากกัมมันตรังสีที่ถูกนำมาทิ้ง โดยมนุษย์แล้วกากกัมมันตรังสีมีผลต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลมากน้อยเพียงใดไม่มีใครรู้ เพราะเราสนใจสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลน้อยมาก แม้แต่วาฬสีน้ำเงินที่เขาบอกว่า ลิ้นหนักเท่ากับช้าง 1 ตัว หัวใจใหญ่เท่ากับรถ เราไม่รู้ว่ามันใช้เวลาอยู่ที่ไหน สืบพันธ์ที่ไหน เรื่องน้อยนิดที่เรารู้จักวาฬนั้นเกือบทั้งหมดมาจากการแอบฟังเพลงของมัน
ประเมินกันว่าในทะเลมีสัตว์อาศัยอยู่มากกึง 30 ล้านชนิดและส่วนมากยังไม่เคยถูกค้นพบ เบาะแสที่บอกว่า ทะเลลึกนั้นอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตมากมาย ปรากฏขึ้นในทศวรรษ 1960 มีการประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับขุดและจับสิ่งมีชีวิต สามารถจับสิ่งมีชีวิตได้มากมายหลายชนิด เช่น หนอนปลาดาว ปลิงทะเล ในปลายทศวรรษ 1960 จอนห์ไฮแชด ได้หย่อนกล้องถ่ายภาพ โดยเอาเหยื่อผูกติดไว้ที่กล้อง เขาพบสิ่งมีชีวิตมากขึ้นและที่พิเศษ คือ พบฝูงปลาแฮกพิช สัตว์โบราณหน้าตาเหมือนปลาไหล และฝูงปลาเกรเนเดีย และพบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากมาจากปล่องที่อยู่ไกลออกไป 1000 ไมล์ และในจำนวนนี้มีสัตว์ ประเภทหอยแมลงภู่ หอยกาบ ซึ่งเราแทบไม่รู้เลยว่ามันก็เป็นนักเดินทางที่ยิ่งใหญ่ด้วย
ทุกวันนี้เชื่อกันว่าตัวอ่อนของสิ่งมีชีวิตบางชนิดจะลอยไปตามกระแสน้ำ จนกระทั้งพวกมันมาถึงที่ที่มีอาหารอุดม ซึ่งพวกมันสามารถตรวจสอบได้ ด้วยวิธีทางเคมีบางอย่างที่เราไม่รู้แล้วก็ยึดหลักอาศัยอยู่ที่นั้น